ข้อสอบกฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา และพยาน นายร้อยตำรวจ สายสอบสวน (พนักงานสอบสวน)

ประมวลกฎหมายอาญา ภาคทั่วไปและภาคความผิด ป.วิ.อาญา การจับ ค้น ควบคุม สอบสวน และกฎหมายลักษณะพยาน ระดับนายร้อยตำรวจ

พร้อมเฉลย 50 ข้อ
เริ่มฝึกกฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา และพยานตรวจทันทีทีละข้อ • มีเทคนิคติวเตอร์ทุกข้อ • ระบบเลือกข้อที่ยังไม่เคยทำก่อน

หัวข้อที่ออกสอบ

ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ · 6กฎหมายอาญา: เจตนา พลาด และสำคัญผิด · 5วิธีพิจารณาความอาญา: การสอบสวน · 4วิธีพิจารณาความอาญา: การจับ · 4วิธีพิจารณาความอาญา: ผู้เสียหายและคำร้องทุกข์ · 4กฎหมายลักษณะพยาน: การชั่งน้ำหนักและภาระการพิสูจน์ · 4กฎหมายลักษณะพยาน: การรับฟังพยานหลักฐาน · 4กฎหมายอาญา: พยายาม ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน · 3วิธีพิจารณาความอาญา: การค้น · 3วิธีพิจารณาความอาญา: การควบคุมและการปล่อยชั่วคราว · 2ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย · 2วิธีพิจารณาความอาญา: การฟ้องคดี · 2กฎหมายอาญา: ป้องกันและจำเป็น · 2กฎหมายอาญา: อายุความและความผิดอันยอมความได้ · 2ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร · 1ความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่น · 1กฎหมายอาญา: อายุกับความรับผิด · 1

ตัวอย่างข้อสอบกฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา และพยาน พร้อมเฉลย

ข้อ 1
กฎหมายอาญา: เจตนา พลาด และสำคัญผิด

นาย ก. โกรธเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง จึงใช้ปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านหลายนัดเพื่อข่มขู่ โดยรู้อยู่ว่าในบ้านมีคนอยู่หลายคน แม้ไม่ได้เล็งยิงผู้ใดโดยเฉพาะ กระสุนถูกนาย ค. ซึ่งอยู่ในบ้านถึงแก่ความตาย นาย ก. กระทำโดยเจตนาในลักษณะใด

  1. ก. ประสงค์ต่อผล เพราะการยิงกราดแสดงว่าต้องการให้คนในบ้านถึงแก่ความตาย
  2. ข. เจตนาโดยพลาด เพราะกระสุนที่ยิงขู่เจ้าของบ้านพลาดไปถูกนาย ค.
  3. ค. ประมาท เพราะไม่ได้ตั้งใจให้ผู้ใดตาย เพียงขาดความระมัดระวังในการยิงขู่
  4. ง. เล็งเห็นผล เพราะย่อมเห็นได้ว่ากระสุนอาจถูกคนในบ้านถึงแก่ความตาย
ดูเฉลย เทคนิคติวเตอร์ และวิธีคิด

คำตอบ: ง. เล็งเห็นผล เพราะย่อมเห็นได้ว่ากระสุนอาจถูกคนในบ้านถึงแก่ความตาย

เทคนิคติวเตอร์ — เห็นโจทย์แบบนี้ ตอบแบบนี้

เห็น "ไม่ได้ตั้งใจให้ใครตาย แต่ทำสิ่งที่ใครก็รู้ว่าอันตรายถึงชีวิต (ยิงเข้าฝูงชน/บ้านที่มีคน)" → เจตนาเล็งเห็นผล ไม่ใช่ประมาท · ประมาท = ไม่ได้คาดคิดเพราะขาดความระมัดระวัง

วิธีคิด

จับใจความโจทย์: ไม่ได้ต้องการให้ใครตายโดยตรง แต่รู้ว่าการยิงเข้าไปในบ้านที่มีคนอยู่ย่อมทำให้คนตายได้ ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง: กระทำโดยเจตนา คือกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ และประสงค์ต่อผล "หรือย่อมเล็งเห็นผล" ของการกระทำนั้น วิญญูชนย่อมเล็งเห็นว่าการยิงกราดเข้าไปในบ้านที่มีคนอยู่ กระสุนอาจถูกคนถึงตาย → เจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล ตัวหลอกประสงค์ต่อผลผิด เพราะ ก. ยิงเพื่อข่มขู่ ไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดตาย · ประมาทผิด เพราะผู้กระทำรู้ถึงอันตรายและยังเลือกทำเอง ไม่ใช่ขาดความระมัดระวัง · พลาดใช้เมื่อเล็งคนหนึ่งแล้วผลไปเกิดกับอีกคน แต่ ก. ไม่ได้เล็งยิงผู้ใดโดยเฉพาะ แม้แต่เจ้าของบ้าน

ข้อ 2
กฎหมายอาญา: ป้องกันและจำเป็น

ในคดีที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน แต่ได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยอย่างไร

  1. ก. ต้องยกฟ้องเสมอ เพราะเมื่อเป็นการป้องกันแล้ว แม้เกินสมควรผู้กระทำก็ไม่มีความผิด
  2. ข. ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ ถ้าเพราะตื่นเต้น ตกใจ หรือกลัว จะไม่ลงโทษก็ได้
  3. ค. ต้องลงโทษตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เพราะการกระทำที่เกินสมควรไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ
  4. ง. ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง และถ้าเกิดจากความตื่นเต้น ตกใจ หรือกลัว ลดได้ถึงสองในสาม
ดูเฉลย เทคนิคติวเตอร์ และวิธีคิด

คำตอบ: ข. ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ ถ้าเพราะตื่นเต้น ตกใจ หรือกลัว จะไม่ลงโทษก็ได้

เทคนิคติวเตอร์ — เห็นโจทย์แบบนี้ ตอบแบบนี้

จำ 3 ระดับ: ป้องกันพอสมควร (ม.68) = ไม่มีความผิด · จำเป็นพอสมควร (ม.67) = ผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ · เกินสมควร (ม.69) = ผิด ศาลลดโทษเท่าใดก็ได้ ถ้าเพราะตื่นเต้น/ตกใจ/กลัว ไม่ลงโทษก็ได้

วิธีคิด

จับใจความโจทย์: มีสิทธิป้องกันจริง แต่ตอบโต้เกินขนาด แล้วถามผลทางโทษ ป.อ. มาตรา 69: ในกรณี ม.67 และ ม.68 ถ้ากระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำเกิดจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้ คือยังเป็นความผิด แต่ศาลใช้ดุลพินิจลดโทษได้โดยไม่มีขั้นต่ำ ตัวหลอกยกฟ้องเสมอ ใช้กับการป้องกันที่ "พอสมควรแก่เหตุ" (ม.68) เท่านั้น · ลงโทษตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ขัด ม.69 · การลดกึ่งหนึ่งหรือสองในสาม ไม่มีในตัวบท เพราะ ม.69 ให้ลดได้เพียงใดก็ได้ และถ้าตื่นเต้น ตกใจ กลัว ไม่ลงโทษเลยก็ได้

ข้อ 3
กฎหมายอาญา: อายุกับความรับผิด

เด็กชาย ก. อายุ 13 ปี ลักโทรศัพท์มือถือของเพื่อนร่วมชั้น ตามประมวลกฎหมายอาญาที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2565 ข้อใดถูกต้อง

  1. ก. ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจใช้วิธีการ เช่น ว่ากล่าวตักเตือน หรือส่งตัวไปสถานฝึกและอบรม
  2. ข. ไม่ต้องรับโทษ และพนักงานสอบสวนต้องส่งตัวให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก
  3. ค. ศาลพิจารณาความรู้ผิดชอบว่าสมควรลงโทษหรือไม่ ถ้าสมควรลงโทษให้ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง
  4. ง. ต้องรับโทษเช่นผู้ใหญ่ แต่ศาลอาจลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่ง
ดูเฉลย เทคนิคติวเตอร์ และวิธีคิด

คำตอบ: ก. ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจใช้วิธีการ เช่น ว่ากล่าวตักเตือน หรือส่งตัวไปสถานฝึกและอบรม

เทคนิคติวเตอร์ — เห็นโจทย์แบบนี้ ตอบแบบนี้

ท่องเป็นขั้นบันได: ≤12 ไม่รับโทษ ส่งคุ้มครองเด็ก (ม.73) · >12–15 ไม่รับโทษ ศาลใช้วิธีการ (ม.74) · >15–<18 ศาลเลือกลงโทษ ลดกึ่งหนึ่ง (ม.75) · 18–20 ศาลจะลด 1/3 หรือกึ่งหนึ่งก็ได้ (ม.76)

วิธีคิด

จับใจความโจทย์: อายุ 13 ปี อยู่ช่วงใดของ ม.73–76 (ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2565 ยกอายุขั้นต่ำจาก 10 ปีเป็น 12 ปี) ป.อ. มาตรา 74: เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจดำเนินการ เช่น ว่ากล่าวตักเตือน มอบตัวให้บิดามารดาโดยวางข้อกำหนด หรือส่งไปสถานศึกษา/สถานฝึกและอบรม ตัวหลอกเรื่องส่งพนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็ก คือ ม.73 ใช้กับเด็กอายุยังไม่เกิน 12 ปี ตัวหลอกลดกึ่งหนึ่ง คือ ม.75 (อายุกว่า 15 แต่ต่ำกว่า 18 ปี) · ตัวหลอกลด 1/3 หรือกึ่งหนึ่ง คือ ม.76 (อายุตั้งแต่ 18 แต่ยังไม่เกิน 20 ปี)

ข้อ 4
ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย

ผู้เสียหายในคดีทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บในลักษณะต่อไปนี้ กรณีใดถือเป็น "อันตรายสาหัส" ตามประมวลกฎหมายอาญา

  1. ก. กระดูกแขนหัก ต้องใส่เฝือก ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ยี่สิบห้าวัน
  2. ข. ฟกช้ำทั้งตัวและเจ็บปวดมาก ต้องหยุดพักรักษาตัว ประกอบกรณียกิจไม่ได้สิบห้าวัน
  3. ค. ต้องผ่าตัดและนอนโรงพยาบาลเจ็ดวัน แล้วกลับไปประกอบกรณียกิจได้ตามปกติ
  4. ง. แผลฉีกขาดที่แขน เย็บห้าเข็ม หายเป็นปกติภายในสิบวัน
ดูเฉลย เทคนิคติวเตอร์ และวิธีคิด

คำตอบ: ก. กระดูกแขนหัก ต้องใส่เฝือก ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ยี่สิบห้าวัน

เทคนิคติวเตอร์ — เห็นโจทย์แบบนี้ ตอบแบบนี้

จำตัวเลขเดียว "เกิน 20 วัน" (ทุกขเวทนา หรือทำกิจปกติไม่ได้) = สาหัส · โจทย์ให้จำนวนวันมา ให้เทียบกับ 20 ก่อนเลย ไม่เกิน 20 วัน = อันตรายแก่กายธรรมดา (ม.295)

วิธีคิด

จับใจความโจทย์: ถามเกณฑ์ "อันตรายสาหัส" ซึ่งทำให้โทษหนักขึ้นตาม ม.297 ป.อ. มาตรา 297 กำหนดอันตรายสาหัสไว้ 8 ลักษณะ เช่น ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด เสียอวัยวะ หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว แท้งลูก และ (8) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน กระดูกแขนหักจนทำกิจตามปกติไม่ได้ 25 วัน → เกิน 20 วัน เข้า (8) ตัวเลือกอื่นระยะเวลาไม่เกิน 20 วัน จึงเป็นเพียงอันตรายแก่กายตาม ม.295 แม้จะเจ็บปวดมากหรือต้องผ่าตัด เพราะความรุนแรงของอาการไม่ใช่เกณฑ์ ถ้าไม่เข้า 8 ลักษณะของ ม.297

ข้อ 5
ความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่น

นาย ก. โมโหนาย ข. จึงตะโกนด่านาย ข. ต่อหน้าว่า "ไอ้ควาย ไอ้โง่" ขณะมีลูกค้าในร้านได้ยินหลายคน โดยไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับนาย ข. การกระทำของนาย ก. เป็นความผิดฐานใด

  1. ก. ไม่เป็นความผิด เพราะเป็นเพียงคำด่าทั่วไป
  2. ข. หมิ่นประมาท เพราะมีบุคคลที่สามได้ยิน
  3. ค. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
  4. ง. ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า
ดูเฉลย เทคนิคติวเตอร์ และวิธีคิด

คำตอบ: ง. ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า

เทคนิคติวเตอร์ — เห็นโจทย์แบบนี้ ตอบแบบนี้

ทดสอบด้วยคำถาม "คนฟังจะเชื่อว่าผู้ถูกพูดถึงไปทำอะไรมาไหม" → มีเรื่องให้เชื่อ (ขโมย มีชู้ โกงเงิน) และพูดต่อบุคคลที่สาม = หมิ่นประมาท ม.326 · เป็นแค่คำด่า/สบถต่อหน้า = ดูหมิ่นซึ่งหน้า ม.393

วิธีคิด

จับใจความโจทย์: เป็น "คำด่า/คำเปรียบเปรย" ต่อหน้าผู้ถูกด่า ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง ป.อ. มาตรา 326 หมิ่นประมาท ต้อง "ใส่ความ" คือกล่าวยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คำว่า ไอ้ควาย ไอ้โง่ เป็นการด่าว่าเหยียดหยาม ไม่มีข้อเท็จจริงใดให้คนฟังเชื่อ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าตาม ม.393 ตัวหลอก: การมีคนอื่นได้ยินไม่ทำให้คำด่ากลายเป็นหมิ่นประมาท · "โดยการโฆษณา" หมายถึงเผยแพร่ด้วยเอกสาร ภาพ สิ่งพิมพ์ หรือการกระจายเสียง/ภาพ ไม่ใช่การพูดในร้าน · "ไม่ผิด" ขัด ม.393